🎯

Lab 74 — พลังงานศักย์ยืดหยุ่นยิงวัตถุ: ปืนสปริงบนขอบโต๊ะ (3D)

ลากลูกสูบอัดสปริง อ่าน x บนสเกลกระบอก (mm) · อ่าน H บนสเกลแนวดิ่ง · ยิงแล้ววัดระยะตก R บนสเกลพื้น · กราฟ v²–x² ความชัน = k/m → หาค่านิจสปริง k

3D · three.js KP Science simulation
🖐 ลากที่ ลูกสูบ = อัดสปริง · ลากที่ ปุ่มปรับระดับโต๊ะ = เปลี่ยน H
🖱 ลากที่อื่น = หมุนภาพ · ล้อ = ซูม · Shift+ลาก = เลื่อน
📱 1 นิ้ว = ลาก/หมุน · 2 นิ้ว = ซูม/เลื่อน
⚠️ โหลดไลบรารี 3D (three.js) ไม่สำเร็จ หรือเบราว์เซอร์นี้ไม่รองรับ WebGL
จึงอ่านสเกลในภาพ 3D ไม่ได้ — เปลี่ยนเป็นโหมด ⚡ อัตโนมัติ ในแผงด้านข้างเพื่อให้ระบบอ่านค่าให้
📝 บันทึกผลการวัด
โหมดการทดลอง
ตารางบันทึกผล · ค่า k ที่ซ่อนไว้ · โจทย์ทำนาย ไม่เปลี่ยน
🧭 ตอนนี้ต้องทำอะไร
🌀 เลือกสปริง (ไม่ทราบค่า k)
สปริงทั้งสองหน้าตาเหมือนกัน ต่างกันที่ค่านิจ k ซึ่งไม่ได้พิมพ์ไว้ — ต้องหาจากความชันของกราฟ
⚪ เลือกลูกกลม (มวลทราบค่า)
📊 ผลที่บันทึกล่าสุด
ยังไม่มีการบันทึก — กรอกค่าในกรอบ “📝 บันทึกผลการวัด” ใต้ภาพ 3D แล้วกดบันทึก
📋 ตารางบันทึกผล
📈 กราฟจากข้อมูลที่บันทึก
🎯 ตรวจคำตอบ
k ของสปริง A = N/m
k ของสปริง B = N/m
🔮 ทำนายก่อนยิง
ทำนาย R = cm
ถือว่าถูกเมื่อคลาดไม่เกิน 5% · โหมดวัดเองบอกเฉพาะถูก/ไม่ถูก ไม่แสดงค่าจริง

วัตถุประสงค์

อุปกรณ์ (เสมือนจริง)

การอ่านค่าในภาพ 3 มิติ

ขั้นตอน

  1. เลือก สปริง A และลูกมวล 40.0 g
  2. กด 🔍 ซูมอ่าน H อ่านความสูงปากกระบอกจากขีดชี้สีแดงบนสเกลแนวดิ่ง บันทึก H (mm)
  3. ลากลูกสูบ ถอยหลังเพื่ออัดสปริง · กด 🔍 ซูมอ่าน x อ่านระยะอัดจากขีดชี้แดงบนสเกลกระบอก (mm)
  4. กด 🚀 ยิง · ลูกจะพุ่งออกในแนวระดับแล้วตกลงพื้น ทิ้งรอยไว้บนแถบคาร์บอน
  5. กด 🔍 ซูมอ่าน R อ่านตำแหน่งรอยตกบนสเกลพื้น (mm)
  6. กรอก H, x, R ในกรอบใต้ภาพ แล้วกด 📝 บันทึก — ตารางจะคำนวณ v = R√(g/2H) และ ½mv² ให้จากตัวเลขที่นักเรียนกรอกเอง
  7. กด 🔄 บรรจุลูกใหม่ แล้วทำซ้ำอย่างน้อย 5 ค่าของ x (เช่น 20, 30, 45, 60, 75 mm) โดยใช้ H และลูกเดิม
  8. ดูกราฟ v² – x² จุดควรเรียงเป็นเส้นตรงผ่านจุดกำเนิด · ความชัน = k/m → k = ความชัน × m
  9. เปลี่ยนเป็น สปริง B ทำซ้ำ · ลองเปลี่ยนมวลลูกด้วยแล้วดูว่าค่า k ที่หาได้เท่าเดิมหรือไม่
  10. ❓ ปริศนา ① กรอกค่า k ของสปริง A และ B ใน 🎯 ตรวจคำตอบ
  11. ❓ ปริศนา ② กด 🎯 โจทย์ทำนาย — ใช้ค่า k ที่หาได้ ทำนายระยะตก R ก่อน แล้วยิงจริงเปรียบเทียบ
⚠️ สเกลแนวดิ่งตั้งศูนย์ไว้ที่ ระดับจุดศูนย์กลางลูกเมื่อวางบนพื้น ค่าที่อ่านได้จึงเป็น “ระยะที่จุดศูนย์กลางตกลงมา” โดยตรง · สเกลพื้นมี 0 อยู่ที่ จุดใต้ปากกระบอกพอดี · ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ใช้สูตร R = v√(2H/g) ได้ตรง ๆ

ตารางบันทึกผล (ตัวอย่างหัวตาราง)

สปริง | m (g) | H (mm) | x (mm) | R (mm) | v = R√(g/2H) (m/s) | v² | x² (m²) | ½mv² (mJ)

คำถามท้ายการทดลอง

  1. เหตุใดกราฟ R – x จึงเป็นเส้นตรงผ่านจุดกำเนิด ทั้งที่การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ไม่ใช่เส้นตรง
  2. ถ้าเปลี่ยนลูกจาก 20 g เป็น 60 g โดยอัด x เท่าเดิม ระยะ R จะเปลี่ยนเป็นกี่เท่า เพราะเหตุใด
  3. ถ้ายกโต๊ะให้สูงขึ้น 2 เท่า R จะเปลี่ยนเป็นกี่เท่า
  4. ค่า k ที่หาได้จากลูก 20 g, 40 g และ 60 g ควรเท่ากันหรือไม่ ผลที่ได้จริงต่างกันเพราะอะไร
  5. จุดในกราฟ ½mv² – ½kx² อยู่ต่ำกว่าเส้น y = x เล็กน้อยเสมอ พลังงานส่วนที่หายไปไปอยู่ที่ใด
  6. ถ้าอ่าน R คลาดไป 5 mm เมื่อ R ≈ 100 cm จะทำให้ค่า k ที่คำนวณได้คลาดไปกี่เปอร์เซ็นต์

1. พลังงานศักย์ยืดหยุ่น → พลังงานจลน์

สปริงที่ถูกอัดเข้าไปเป็นระยะ x เก็บพลังงานศักย์ยืดหยุ่นไว้ เมื่อปล่อย พลังงานนี้จะถ่ายโอนไปเป็นพลังงานจลน์ของลูกกลมที่ปากกระบอก:

½kx² = ½mv² (ถ้าไม่มีการสูญเสีย)
→ v² = (k/m) x² → v = x √(k/m)

กราฟ v² กับ x² จึงเป็น เส้นตรงผ่านจุดกำเนิด ที่มีความชัน S = k/m ดังนั้น

k = S × m (S จากกราฟ หน่วย 1/s² · m หน่วย kg)

2. หา v จากการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์

ลูกออกจากปากกระบอกในแนวระดับด้วยอัตราเร็ว v ที่ความสูง H เหนือพื้น การเคลื่อนที่แนวดิ่งกับแนวระดับเป็นอิสระต่อกัน

แนวดิ่ง: H = ½gt² → t = √(2H/g)
แนวระดับ: R = v t → v = R √(g / 2H)
รวมกัน: R² = (k x² / m)(2H / g) → R ∝ x (เมื่อ m และ H คงที่)

เพราะ R แปรผันตรงกับ x กราฟ R – x จึงเป็นเส้นตรงผ่านจุดกำเนิดเช่นกัน และใช้ทำนายระยะตกได้ทันที

เปลี่ยนอะไรv เปลี่ยนเป็นR เปลี่ยนเป็น
อัด x เป็น 2 เท่า2 เท่า2 เท่า
มวล m เป็น 4 เท่า1/2 เท่า1/2 เท่า
ความสูง H เป็น 4 เท่าเท่าเดิม2 เท่า
ค่านิจ k เป็น 4 เท่า2 เท่า2 เท่า
💡 แบบจำลองใน simulation: g = 9.80 m/s² · ค่านิจสปริง A และ B สุ่มในช่วง 25–90 N/m ต่อการเปิดหน้า (ต่างกันอย่างน้อย 15 N/m) · มีการสูญเสียพลังงานเล็กน้อยจากแรงเสียดทานในกระบอกและมวลของลูกสูบ ≈ 1–3% (ทำให้จุดในกราฟ ½mv² – ½kx² อยู่ต่ำกว่าเส้น y = x เล็กน้อย) · การยิงแต่ละครั้งมีการกระเพื่อม ±0.6% จึงต้องวัดหลายค่าแล้วหาความชันจากกราฟ ไม่ใช่คำนวณจากจุดเดียว